เที่ยวจอร์เจีย 6 เดือนแบบ Digital Nomads ดีไหม? หรือจะย้ายมาอยู่เลยดี?

จอร์เจีย ดินแดนคอเคซัสสุดขอบเอเชียและเป็นประตูสู่ทวีปยุโรป หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่หลายๆ คนอยากมาเที่ยวสักครั้งในชีวิต

วางแผนเที่ยว Georgia
  • จองที่พัก Booking.com – ที่พักส่วนใหญ่ในจอร์เจียมีให้จองผ่าน Booking.com ตัวเลือกหลากหลาย ราคาประหยัด โดยเฉพาะ Guesthouse ในต่างเมือง
  • เดินทางระหว่างเมืองกับ GoTrip – แท็กซี่ราคาประหยัดสำหรับเดินทางระหว่างเมือง สามารถเลือกรถและคนขับรถได้ แถมแวะเที่ยวระหว่างทางได้อีกด้วย
  • เช่ารถกับ Local Rent – เช่ารถขับเองง่ายๆ ทางออนไลน์ สามารถเลือกสถานที่รับและคืนรถได้ตามที่เราสะดวก หรือจะเช่าเมืองนึงคืนอีกเมืองนึงก็ยังได้เลย
  • ซื้อตั๋วรถไฟ 12Go – จองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า สะดวกและไม่ต้องเสียเวลาไปลุ้นที่สถานีรถไฟ

ประเทศที่มีธรรมชาติสวยงามไร้ปรุงแต่ง และที่นี่ก็มีเส้นทางเดินเขามากมาย บ้านเมืองสถาปัตยกรรมยุโรปผสมกลิ่นอายโซเวียต ไปจนถึงโบสถ์ Orthodox เก่าแก่ที่มองไปทางไหนก็เจอ

ถนน Botanikuri ในเมือง Tbilisi

และแน่นอนว่า “จอร์เจีย” ก็เป็นประเทศที่คนไทยสามารถเที่ยวได้แบบจุกๆ ถึง 365 วันโดยที่ไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับคนที่อยากพักผ่อน มีเวลาเที่ยวเยอะ หรือเป็น Digital Nomads ที่ทำงานแบบ Remote อยู่ที่ไหนก็ได้ขอแค่มี Laptop และ Wifi เราว่าจอร์เจียก็เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียว แล้วทำไมล่ะ เราถึงจะไม่เลือกที่นี่?

เทรลเดินเขาเส้นทาง Mestia สู่หมู่บ้าน Ushguli

หลายๆ คนสงสัยว่าจอร์เจียเป็นประเทศที่น่าอยู่ไหม? มาเที่ยวนานๆ จะดีไหม? หรือควรย้ายประเทศมาอยู่ถาวรที่นี่เลย จากประสบการณ์ที่เราเคยเที่ยวแบบยาวๆ มากว่า 6 เดือนจะมาเล่าให้ฟัง และขอบอกก่อนว่านี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ ที่อาจจะแตกต่างกับคนอื่น

Contents:

ทำไมถึงเลือกจอร์เจีย?

ข้อแรกเลยคือฟรีวีซ่าที่อยู่ได้นานถึง 365 วัน ไม่ต้องปวดหัวกับการเตรียมเอกสารและลุ้นจนเกร็งว่าจะผ่านไม่ผ่าน แค่เตรียมตัวตอบคำถามตม.ให้ได้ก็พอ

ย่านโรงอาบน้ำโบราณ Abanotubani ใน Tbilisi

ถัดมาก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามของธรรมชาติที่ไร้ปรุงแต่ง วิวเทือกเขาคอเคซัสที่เห็นแล้วนึกว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ แต่เปล่าเลย ที่นี่คือจอร์เจีย เหมาะกับสายเดินป่า สายรักธรรมชาติ และใครที่อยากใช้ชีวิตแบบ Slow Life

และแน่นอนว่าเป็นเรื่องของค่าครองชีพ ที่ก่อนไปได้ยิน Youtuber หลายๆ คนบอกว่าไม่แพงเลย พอๆ กับที่ไทย ซึ่งจะไม่แพงจริงรึเปล่า ต้องตามไปอ่านรีวิวที่เราจะเขียนต่อในบทความนี้

ก่อนไปต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ในหัวข้อนี้อาจจะพูดถึงเฉพาะของที่เราเห็นว่าสำคัญๆ ที่ควรค่าแก่การเอามาจากที่ไทย หรือจะตามไปอ่านฉบับละเอียดกันได้ใน 10 ข้อควรรู้ก่อนเที่ยวจอร์เจีย มีอะไรบ้าง?

อาหาร

สิ่งสำคัญเลยที่ควรคิดถึงในการไปอยู่นานๆ คือเรื่องอาหารการกิน ซึ่งอาหารในจอร์เจียจะเป็นสไตล์ยุโรปจ๋า ก็คือเน้นขนมปังเป็นหลัก เน้นเนื้อที่ไร้ปรุงแต่ง ส่วนใหญ่มีแค่เกลือเท่านั้น รสชาติอาจจะไม่ถูกปากคนไทย

แนะนำให้เตรียมข้าวสารอาหารแห้งไปเยอะๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มยำหรือรสไทยๆ ที่หาที่ไหนไม่ได้ น้ำพริกแห้ง ซอสทุกอย่าง น้ำปลา น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มไก่ ใครจะหอบข้าวมาด้วยก็ได้ถ้าไม่ได้หนักจนเกินไป แต่ก็หาได้ที่จอร์เจียในราคาที่แพงกว่าเมืองไทยพอสมควร

ยา

ยาสามัญประจำบ้านใดๆ คือขนไปให้หมด รวมถึงยาประจำตัว เพราะการไปร้านขายยาในจอร์เจียอาจจะไม่ง่าย ไม่ใช่มีน้อย ร้านขายยามีทุกที่ แต่สิ่งที่ยากคือการสื่อสาร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ จะใช้แค่ภาษารัสเซียและจอร์เจีย

สำหรับคนที่ใช้ Contact Lens เราแนะนำให้ขนไปจากที่ไทย รวมไปถึงน้ำยาล้างเลนส์ด้วย เพราะที่จอร์เจียราคาแพงมาก Contact Lens ขายเป็นข้าง ข้างละ 22 ลารี หนึ่งคู่เป็นเงินไทยก็ราว 600 บาท

เสื้อผ้า

เตรียมมาให้พร้อมแบบหนาวมากก็เอาอยู่หรือจะร้อนหน่อยก็สบาย เอามาให้ครบเลย หรือใครจะอยากมาหาซื้อที่นี่ก็พอมีร้านอย่าง LC Waikiki และ H&M ที่เป็นเสื้อผ้าแฟชันราคาไม่ได้แรงมาก

ถึงแม้ที่จอร์เจียจะขึ้นชื่อในเรื่องกิจกรรมการเดินป่าเดินเขา แต่สำหรับเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าสำหรับเดินป่า ไปจนถึงชุดสำหรับเล่นสกีและอุปกรณ์ที่จอร์เจียนั้นแพงสุดลูกหูลูกตา แพงแบบไม่มีเหตุผล แพงแบบร้องไห้ เราแนะนำให้เอามาจากที่ไทยเลย

อุปกรณ์ Gadget

อุปกรณ์ในชีวิตประจำวันที่ปกติแล้วเราหาซื้อได้ง่ายๆ ใน Shopee แต่มาอยู่จอร์เจียแล้วหาได้ยากมาก เช่น ใครที่จะดริปกาแฟชงเอง แก้ว V60 และกระดาษกรอง ไปจนถึงเครื่องทำ Espresso แบบพกพาในจอร์เจียหาแทบไม่ได้เลย หรือสายชาร์จและ Adapter ของ Apple ที่จอร์เจียจะแพงกว่า ใครที่ชอบทำ Smoothie กินเองก็อาจจะหาแก้วปั่นไฟฟ้าพกพามาด้วย ไปจนถึงพวกแบตเตอรี่สำรองต่างๆ ที่ไทยถูกกว่า

ในส่วนของการเตรียมตัวตอบคำตามตม.ที่หลายๆ คนกลัวกันนั้น เรารวบรวมคำถามแบบครอบจักรวาลที่ถ้าทำการบ้านมาก่อนก็ต้องผ่านแน่นอน ตามไปอ่านกันได้ใน เข้าประเทศจอร์เจียโดนตม.ถามอะไรบ้าง?

ค่าครองชีพเป็นยังไง? ต่างกับไทยไหม?

ก่อนไปเห็น Youtuber หลายๆ คนบอกว่าจอร์เจียค่าครองชีพถูกมาก ถามว่าถูกจริงไหม? ต้องดูด้วยว่าตอนที่เค้าไปคือปีไหนและค่าเงินเท่าไหร่ ซึ่งเค้าไม่ผิดเลย ช่วงก่อนโควิด ค่าครองชีพที่จอร์เจียถูกมาก คิดเป็นเงินไทยคือเอาราคาของ x ด้วย 10

ถนน Aleksandr Pushkin ใน Tbilisi

แต่ๆ ปัจจุบันในปี 2024 คิดเป็นเงินไทยคือเอาราคาของ x 14 ซึ่งขึ้นมาเยอะกว่าเดิมมาก และของบางอย่างก็มีราคาแพงกว่าที่ไทยด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป การท่องเที่ยวในจอร์เจียก็ถือว่ามีค่าครองชีพถูกกว่า

ถนน Davit Agmashenebeli ใน Tbilisi

ถ้าเทียบกับที่ไทย ส่วนตัวเราแล้วคิดว่าใกล้เคียงแต่แพงกว่า และก็ขึ้นอยู่กับ Lifestyle ของเราด้วย อย่างการทานข้าวในร้านอาหารแต่ละครั้งก็เฉลี่ยประมาณ 400-500 บาทต่อคนต่อมื้อ ซึ่งคนที่จะมาอยู่นานๆ เหมือนเราก็แนะนำให้ทำอาหารทานเอง หรือหาซื้ออาหารสำเร็จรูปใน Supermarket จะประหยัดไปได้เยอะมาก

ใครอยากแพลนค่าใช้จ่ายแบบละเอียดยิบ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าอินเทอร์เน็ต ค่ากาแฟ ฯลฯ ตามไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ใน ค่าครองชีพในประเทศจอร์เจีย 2023 ถูกจริงหรือจกตา?

ใช้เงินยังไง? เงินสด vs. บัตร

หากพกเงินสดมากจากที่ไทย ให้พกสกุล USD แล้วมาแลกเป็นเงินสกุลท้องถิ่น “ลารี (GEL)” ได้ที่นี่ และเราว่าไม่ต้องพกมาเยอะ เอาแค่พอใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ

เงินสกุลท้องถิ่น (ลารี) ที่ใช้ในจอร์เจีย

การใช้เงินที่จอร์เจียบอกเลยว่าเงินสดแทบจะไม่ได้ใช้ ส่วนใหญ่ใช้บัตร Travel Card จากที่ไทย ซึ่งบัตรที่เราใช้คือ Journey Travel Card ของธนาคารกสิกร มีค่าธรรมเนียมรายปี แต่เหมือนค่าเงินได้เรทถูกกว่าเจ้าอื่นๆ และก็ใช้ได้ทุกที่ ไม่มีปัญหาเลย มี Premium Lounge ให้ด้วยปีละ 1 ครั้ง

ร้านค้าริมชายหาด Batumi Beach

ร้านค้าส่วนใหญ่ในจอร์เจียสามารถจ่ายได้ด้วยบัตร เป็นอะไรที่สะดวกสบายมาก แต่ก็จะมีบางร้านที่เป็นร้านเล็กๆ เช่น ร้านขายผลไม้ หรือร้านขายขนมปังที่จะรับแค่เงินสด ซึ่งปกติแล้วเราพกเงินสดนิดหน่อย พอจะใช้ก็กดจากตู้ ATM ได้เลย มีค่าธรรมเนียมครั้งละประมาณ 50 บาท (แล้วแต่บัตร)

จองที่พักแบบไหน? ที่พักส่วนใหญ่เป็นยังไง? สะดวกสบายไหม?

ที่พัก Airbnb ในเมือง Tbilisi

แน่นอนว่าใครที่คิดจะมาอยู่นานๆ หน่อย ส่วนใหญ่ก็จะมองหาที่พักแนวอพาร์ทเมนต์ เพราะมีความสะดวกสบายมากกว่า มีครัวสำหรับทำอาหารทานเอง มีห้องนั่งเล่น มีเครื่องซักผ้า ซึ่งเราเองก็มองหาที่พักแบบนี้เหมือนกันและตัดตัวเลือกที่เป็นที่พักแนวโรงแรมออกเลย

ที่พัก Guesthouse ในหมู่บ้าน Chvabiani

ที่พักแบบอพาร์ทเมนต์ในจอร์เจีย หากเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างทบิลิซี (Tbilisi) หรือบาทูมี (Batumi) ก็จะมีตัวเลือกเยอะพอสมควร ซึ่งจากประสบการณ์เกิน 6 เดือนในจอร์เจียเรามีเรื่องที่อยากบอกทุกคนหลักๆ สองเรื่องก็คือ

การเลือกที่พัก

ถ้ากะจะทำสัญญาระยะยาว เราว่าต้องคิดดีๆ เพราะควรต้องได้ลองอยู่ก่อนว่าอพาร์ทเมนต์ที่เราจะจองอยู่ในย่านไหน ดีไหม ใกล้ Supermarket และสถานที่ท่องเที่ยวรึเปล่า เราชอบ Vibes ย่านนั้นรึเปล่า

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือระบบสาธารณูปโภคดีรึเปล่า? ขีดเส้นไต้ เพราะที่นี่ไม่ได้เหมือนที่ไทย ที่เราแทบไม่ได้คิดถึงเลย เพราะทุกที่มีน้ำมีไฟเข้าถึงและเสถียร แต่ที่นี่ไม่ใช่นะทุกคน แม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ ทั้งทบิลิซีและบาทูมี ส่วนเมืองเล็กๆ บนเขาแทบไม่ต้องคาดหวัง บางเมืองมีการจ่ายน้ำเป็นเวลา เช่น Kazbegi ไม่สามารถใช้น้ำได้ตลอดทั้งวัน และความดันน้ำก็อ่อยๆ แบบไหลจ๊อกๆ จนบางทีเราต้องเอากะลังมังมารองไว้ใช้ก็มี

เคยอยู่อพาร์ทเมนท์ที่ Gudauri ตอน Off-season ของฤดูสกีตั้งแต่ปลายเมษายนเป็นต้นไป ทั้งอพาร์ทเมนต์จะถูกตัด Heater ถึงแม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบก็ตาม บางวันน้ำร้อนไม่มี เพราะลูกบ้านไม่จ่ายค่าไฟ

หรือเมือง Batumi ที่เราเลือกอยู่บน Skyscraper คอนโดนชั้น 47 ที่ความดันน้ำเหมือนจะไปไม่ถึง และบางห้องก็มีปัญหาเรื่องน้ำไม่ไหล เป็นอะไรที่เจอบ่อยมาก ที่แย่ที่สุดคือการเจอ Host ที่แก้ปัญหาไม่ได้และไม่ให้เงินคืนด้วย

จากตอนแรกที่กะอยู่สัญญายาวหน่อย กลายเป็นเลือกพักที่ละหนึ่งอาทิตย์แล้วค่อยขยายต่อถ้าชอบ ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จึงเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่จะบอกในหัวข้อถัดไป

การจองที่พัก

เพราะปัญหาหลายๆ อย่างที่เราเจอในการพักแบบใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ต้องคิดเยอะ เราแนะนำให้ตัดความคิดที่จะทำสัญญาระยะยาวออกไปเลย (ยกเว้นการย้ายมาอยู่เกิน 1 ปี) และความคิดที่จะทำสัญญากับเจ้าของห้องพักโดยตรง เพราะเวลาเกิดปัญหาเราจะทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งในเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าของที่พัก เรื่องการขอคืนเงินหรือยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด และการสื่อสารที่บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ

เราแนะนำให้จองที่พักผ่าน Booking.com หรือ Airbnb จะปลอดภัยกว่า เพราะกรณีที่เกิดปัญหาเราสามารถติดต่อเจ้าของห้องได้โดยตรงผ่านแอพ และถ้าปัญหาไม่ได้รับการแก้เราทำเรื่องขอเงินคืนกับ Platform ได้ ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือเราจะมีคนคุ้มครองนั่นเอง

ทั้งสอง Platform มีที่พักแนวอพาร์ทเมนต์ให้เลือกเยอะเลย แต่ถ้าเป็นเมืองบนเขา Booking.com จะครอบคลุมกว่า และส่วนตัวแล้วเราว่าถูกกว่า แถมสามารถยกเลิกโดยไม่เสียตังค์ตามเวลาที่กำหนดได้ถ้าเกิดเปลี่ยนใจ

ข้อดีอีกอย่างของการจองที่พักบน Platform ก็คือเราสามารถอ่านรีวิวได้จากคนที่เคยมาพัก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อีกเช่นกัน ที่พักเป็นยังไง เจ้าของเป็นยังไงเวลามีปัญหา น้ำไฟโอเคไหม Wifi ดีไหม?

Digital Nomads ไปนั่งทำงานที่ไหน? Wifi แรงไหม?

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของ Digital Nomads คือสถานที่ทำงาน ถ้าใครมาพักผ่อนเฉยๆ อาจจะข้ามหัวข้อนี้ไปได้เลย ส่วนตัวแล้วเราชอบนั่งทำงานในร้านกาแฟ แต่ตัวเลือกร้านกาแฟในจอร์เจียมีน้อยมาก น้อยในที่นี้คือนับเฉพาะร้านการแฟที่เหมาะสำหรับการนั่งทำงาน ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งทำงาน นั่งนานได้รึเปล่า มีปลั๊กไฟให้ชาร์จรึเปล่า มี Wifi ให้ใช้ฟรีรึเปล่า และที่สำคัญคือกาแฟกินได้รึเปล่า?

ในทบิลิซี (Tbilisi) ก็จะมีร้านที่เรานั่งประจำก็คือ Puri Guliani เป็น Cafe & Restaurant ที่อยู่ติดกับแม่น้ำ Kura ร้านมีสองชั้น กว้างขวาง และวิวสวยมาก นั่งทำงานได้สบายเลย อีกหนึ่งร้านที่นั่งบ่อยมากก็คือ illy ที่ตั้งอยู่บนห้าง Galleria Tbilisi ติดกับ Freedom Square

ส่วนอีกหนึ่งร้านที่กาแฟดีแบบ Specialty ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Santino บรรยากาศร้านดีงามแบบยุโรป ถ่ายรูปสวย แต่ร้านนี้ไม่ให้นั่งทำงาน ไปจิบกาแฟเอาบรรยากาศได้อย่างเดียวเลย

Wifi ที่นี่ก็แล้วแต่ที่ แต่ส่วนใหญ่ Free Wifi จะค่อนข้างเต่าแบบเทียบกับที่ไทยไม่ได้เลย แนะนำให้ซื้อซิมการ์ดแบบที่มี Internet ด้วยไปเลย ส่วนตัวเราเลือกใช้เครือข่าย Magti ถือว่าโอเคเลย

ไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง เมืองไหนสวย?

Ananuri Fortress Complex

จริงๆ แล้วทุกเมืองมีเสน่ห์ของใครของมัน คนละแบบ คนละบรรยากาศ ซึ่งการเดินทางของเราภาพใหญ่คือเริ่มจากเมืองหลวง Tbilisi แล้วไปที่เมืองสกีรีสอร์ท Gudauri และ Kazbegi กลับมาที่ Tbilisi นั่งรถไฟไปเมืองทะเลดำ Batumi และไป Mestia โดยผ่าน Zugdidi สุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่ Batumi ผ่านทาง Kutaisi

วิธีเดินทางระหว่างเมือง
  • Tbilisi-Gudauri-Stepantsminda (Kazbegi) เดินทางด้วย GoTrip (อ่านรีวิว)
  • Tbilisi-Batumi เดินทางด้วยรถไฟสองชั้น GR (อ่านรีวิว)
  • Batumi-Zugdidi เดินทางด้วย Gotrip (อ่านรีวิว)
  • Zugdidi-Mestia เดินทางด้วยรถตู้สาธารณะ Marshrutka (อ่านรีวิว)
  • Zugdidi-Kutaisi เดินทางด้วยรถตู้สาธารณะ Marshrutka
  • Kutaisi-Batumi เดินทางด้วยรถไฟสองชั้น GR

เที่ยวเมืองไหนดี?

ทบิลิซี (Tbilisi) – เมืองหลวงของจอร์เจีย และเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บ้านเมืองมาจากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ คลาสสิค ให้บรรยากาศเหมือนย้อนยุค อยู่นานๆ ได้สบาย มีครบทุกอย่าง การเดินทางในเมืองสะดวกสบายทั้งรถเมล์และรถไฟใต้ดิน

กูเดาริ (Gudauri) – เมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ห่างจากทบิลิซีมาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นเมืองบนเขาที่ถ้าใครมาในช่วงฤดูหนาวก็จะได้เห็นหิมะแบบจุกๆ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ค่อนข้าง Isolate เหมาะกับการมาพักผ่อนแบบ Slow Life อยู่กับความเงียบสงบ

คาซเบกิ (Kazbegi) – เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตที่ใครมาจอร์เจียก็จะต้องมา คาซเบกิเป็นเมืองเล็กๆ บนหุบเขาที่อยู่เลยกูเดาริมาอีกราว 1 ชั่วโมง และอยู่ห่างจากพรมแดนรัสเซียแค่สิบกว่าโลเท่านั้นเอง ที่นี่มีเทรลเดินเขาและโบสถ์ชื่อดัง Gergeti Trinity Chruch

บาทูมี (Batumi) – เมืองชายฝั่งติดทะเลดำ (Black Sea) ของจอร์เจีย เมืองที่มีตึกระฟ้าสุดโมเดิร์น บรรยากาศไม่เหมือนเมืองไหนในจอร์เจีย เมืองแห่งแสงสีและคาสิโน มีคอนโดสวยๆ ติดทะเลมากมาย ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่และลงตัวสำหรับ Digital Nomads และเป็นเมืองที่เราอยู่นานที่สุดเลย

ซุกดิดิ (Zugdidi) – เมืองที่เป็นจุดพักระหว่างการเดินทางจากบาทูมีสู่เมสเทีย เมืองไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ได้บรรยากาศแบบต่างจังหวัดสุดๆ ที่เที่ยวก็จะมีไม่ค่อยเยอะมาก จะมีพิพิธภัณฑ์ Dadiani Palace Museum และสวน Zugdidi Botanical Garden

คูไทสิ (Kutaisi) – เมืองเล็กๆ อีกหนึ่งเมืองที่เป็นทางผ่านไปที่เมืองเมสเทีย มีสถานที่ท่องเที่ยว ตัวเมืองบรรยากาศแนวยุโรปผสมผสานกับโซเวียต มีสนามบินและเป็นเมืองที่อยู่บนทางรถไฟสายหลัก Tbilisi-Batumi

เมสเทีย (Mestia) – เมืองที่เราชอบมากที่สุดในจอร์เจีย เมือง (หมู่บ้าน) เล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาคอเคซัส และมีเส้นทางเดินเขามากมาย เหมาะกับคนที่อยากอยู่กับธรรมชาติแบบธรรมชาติจริงๆ วิวสวย 360 องศา และที่นี่ค่อนข้าง Isolate ห่างไกลจากเมืองอื่นๆ

TBILISI

Georgia

GUDAURI

Georgia

BATUMI

Georgia

เที่ยวเดือนไหนดี? คำถามที่ไม่มีคำตอบ

ประเทศนี้มีอยู่ 4 ฤดูด้วยกัน แต่ละฤดูสวยไม่เหมือนกัน สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับว่าอยากจะได้บรรยากาศแบบไหน ส่วนเวลาในประเทศจอร์เจียจะใช้ Time Zone GMT+4 ที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง

ฤดูร้อนปลายมิถุนายน – ต้นกันยายน ช่วง High Season เหมาะสำหรับการเดิน Hiking ตามภูเขาที่ Mestia หรือการเที่ยวเมืองชายฝั่งทะเล Black Sea อย่าง Batumi

เทรลเดินเขาเส้นทาง Mestia สู่ทะเลสาบอัลไพน์ Koruldi

ฤดูใบไม้ร่วงปลายกันยายน – ตุลาคม ฤดูการเก็บเกี่ยวองุ่นและการบ่มไวน์ และเป็นช่วงที่มี Event ต่างๆ อย่างถนนคนเดินที่ Shota Rustaveli ใน Tbilisi ไปจนถึงเทศกาลดนตรี

ฤดูหนาวพฤศจิกายน – มีนาคม ช่วง Low Season เหมาะสำหรับการเล่นสกี หรือสำหรับใครที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศหิมะฟูๆ ตามเมืองบนเขาอย่าง Gudauri และ Mestia

ที่พักบนสกีรีสอร์ทเมือง Gudauri

ฤดูใบไม้ผลิ: เมษายน – ต้นมิถุนายน ช่วงที่ดอกไม้เริ่มผลิบาน อากาศไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป เหมาะกับการ Hiking ไปจนถึงการเดินเที่ยวในเมืองต่างๆ

ระบบขนส่งเป็นยังไง?

จุดจอดรถตู้ Marshrutka ในเมือง Mestia

หากให้พูดถึงภาพรวมของระบบขนส่งในประเทศจอร์เจีย ถนนหนทางก็ยังไม่ได้ดีเท่ากับประเทศไทยบ้านเรา โดยเฉพาะทางขึ้นเขาและหมู่บ้านบนเขาต่างๆ หากเช่ารถขับเองเราว่าค่อนข้างท้าทายเลยทีเดียว บวกกับในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะ ก็มีส่วนทำให้ถนนพังได้บ่อยๆ

บัตรเติมเงินสำหรับขนส่งสาธารณะในเมือง Tbilisi และ Batumi
การเดินทางในทบิลิซีและในเมืองใหญ่:
  • Taxi ที่นี่จะใช้แอพ Bolt ซึ่งคล้ายๆ กับ Grab ที่ไทย แถมราคาค่อนข้างถูก
  • Bus เป็นการเดินทางสาธารณะที่สะดวกที่สุดและครอบคลุมทั้งเมือง โดยมีค่าโดยสารราคาเดียวคือ 1 ลารี (ประมาณ 13 บาท) แต่ในบางเมืองก็จะถูกกว่า
  • Metro มีเฉพาะในทบิลิซี สะดวกแต่ยังมีสถานีไม่ค่อยเยอะมาก ราคาเดียวเหมือนกับรถเมล์ก็คือ 1 ลารี

การใช้ Bus หรือ Metro ที่นี่จะต้องซื้อบัตร Metro Money ซึ่งจะเป็นแบบเติมเงิน สามารถหาซื้อได้ที่หน้าสถานี Metro ในราคา 2 ลารี และตู้เติมเงินจะมีเกือบๆ ทุกแห่งตามถนนในเมือง เรียกได้ว่าสะดวกมากๆ บัตรนี้ยังสามารถใช้ได้กับรถเมล์ในเมืองบาทูมีด้วย

การเดินทางระหว่างเมือง:
  • หากเป็นรถสาธารณะก็จะมีรถตู้หรือที่นี่เรียกกันว่า “Marshrutka” จากทบิลิซีสามารถขึ้นได้ที่ Didube Bus Terminal
  • การเดินทางด้วยรถไฟ สะดวกสบาย เส้นทางครอบคลุมเมืองใหญ่หลายเมือง เช่น Kutaisi หรือ Batumi สามารถซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านทาง 12Go หรือ TKT.GE แต่ยังมีไม่ถึงเมืองบนเขา
  • Private Transfer แท็กซี่ระหว่างเมืองกับ GoTrip ราคาถูกกว่าแบบ Private Tour สามารถจองผ่านเว็บไซต์ ข้อดีคือสามารถแวะสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างทางได้โดยไม่จำกัดเวลา เหมาะสำหรับคนที่อยากได้แบบส่วนตัวและประหยัดค่าเดินทางด้วย
  • Private Tour แบบเหมาเป็นวันหรือเหมาทั้งทริปเที่ยวทั่วประเทศ ราคาก็จะแพงหน่อย เหมาะสำหรับการเดินทางหลายคนหรือมาเป็นกลุ่ม
  • เช่ารถขับเอง สำหรับคนที่อยากท่องเที่ยวแนว Roadtrip แนะนำให้เช่าผ่าน Local Rent ซึ่งสามารถเลือกจุดรับ-คืนรถได้จากที่พักในทบิลิซีไปจนถึงการรับ-คืนรถต่างเมืองก็ยังได้

อาหารการกิน?

อาหารหลักๆ โดยทั่วไปในประเทศจอร์เจียที่หาทานได้ทุกที่ก็คือขนมปังหรือที่เรียกว่า “คาจาปูรี (Kachapuri)” ซึ่งคาจาปูรีก็จะมีด้วยกันหลายแบบและมีหลายชื่อเรียก แถมหน้าตาและส่วนผสมบางอย่างก็จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับต้นกำเนิดในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศจอร์เจียนั่นเอง คาจาปูรีที่เห็นตามร้านอาหารก็จะเป็น Adjarian ขนมปังรูปเรือที่มีไข่และชีสอยู่ตรงกลาง ซึ่งจะต้องคนให้เข้ากันก่อนทาน หรือจะเป็น Imeretian และ Megrelian ที่คล้ายกับพิซซ่าชีสนั่นเอง

Adjarian Kachapuri

อาหารขึ้นชื่ออีกอย่างก็คือ “คินคาลี (Khinkali)” อาหารที่ลักษณะเหมือนเสี่ยวหลงเปา รสชาติก็ใกล้เคียงกัน ภายในมีไส้เนื้อปรุงรสและมีไส้อื่นๆ เช่น เห็ด แต่คินคาลีจะมีขนาดใหญ่กว่าเสี่ยวหลงเปา

นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สตูว์ถั่ว Lobio หรือ Tolma ที่ข้างในเป็นข้าวและเนื้อบดปรุงรดห่อด้วยใบองุ่นราดด้วยโยเกิร์ต ไปจนถึงซุป Kharcho ซึ่งอาหารท้องถิ่นแท้ๆ หลายอย่างไม่สามารถหาทานได้ที่ร้านอาหาร แต่ต้องเป็น Guesthouse ในชนบทเท่านั้น

ในทุกๆ มื้อไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า เที่ยงหรือเย็น คนจอร์เจียจะชอบทานแตงกวาและมะเขือเทศฝานเป็นชิ้นสดๆ หรืออาจทำเป็นสลัดคลุกกับซอสวอลนัท (Tomato and Cucumber Salad with Walnut) ที่นี่มีชีสและโยเกิร์ตหลากหลายชนิดที่ส่วนใหญ่ก็จะวางอยู่บนโต๊ะอาหารเช้าพร้อมไข่ต้มหรือไข่เจียวและขนมปัง อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คงเป็น “ไวน์จอร์เจียน” ที่มีราคาถูกมาก มีทั้งแบบที่เป็น Homemade ใส่ขวดขายและแบบมีแบรนด์ที่หาซื้อได้ทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้

ภาษา วัฒนธรรมและผู้คน Foreigner Friendly รึเปล่า ปลอดภัยไหม?

คนที่นี่ส่วนใหญ่ใช้ภาษาจอร์เจียและภาษารัสเซีย ถ้ามาอยู่นานๆ หน่อยก็จะเริ่มรู้สึกว่าเค้าไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษกัน ยิ่งออกไปนอก Tbilisi คือแทบจะไม่ได้ใช้เลย บางทีต้องใช้ Google Translate ในการสื่อสารกับคนท้องถิ่น และจะใช้เป็นภาษา Russian ซะมากกว่า

เห็นหลายๆ คนสงสัยว่าถ้าไม่ได้ภาษาอังกฤษจะมาเที่ยวที่นี่ได้หรือเปล่า? ความเห็นส่วนตัวของเราล้วนๆ จะขอตอบว่า “ได้” จากที่เคยอยู่มา แต่อาจจะต้องทำการบ้านเผื่อกรณีฉุกเฉินหรือการตอบคำถามเจ้าหน้าที่ตม. และสามารถใช้ตัวช่วยอย่าง Google Translate ที่สามารถโหลดไว้ใช้ Offline ได้

ส่วนเรื่อง Foreigner Friendly ก็ขอตอบจากประสบการณ์ส่วนตัวอีกเหมือนกันว่าคนที่นี่แทบไม่ยิ้มเลย และไม่ค่อย Foreigner Friendly เท่าไหร่ จะเห็นตั้งแต่การบริการในร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือ Supermarket ที่จะเป็นบรรยากาศแบบตึงๆ หรือเวลาถามหาของจะรู้สึกเหมือนเค้าไม่อยากช่วยเหลือเท่าไหร่ และเราแทบไม่ค่อยได้ยินพนักงานพูดทักทายหรือพูดขอบคุณ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกเสมอไป พออยู่นานๆ เข้าเราก็จะเริ่มชินเอง แล้วก็จะเริ่มไม่ค่อยยิ้มเหมือนกัน

ร้านขายยากับการไปหาหมอ?

ใครที่คิดจะมาอยู่นานหรือมาอยู่ถาวร หัวข้อนี้อาจต้องให้น้ำหนักเยอะหน่อย เพราะเรื่องการสื่อสารก็ท้าท้ายอยู่แล้ว พอมาเป็นร้านขายยาที่มีความ Technical ขึ้นอีกก็ยากขึ้นอีก หากเป็นยาสามัญทั่วไปก็คงไม่ยาก อย่างยาแก้ปวดพาราเซตามอล แอลกอฮอล์ล้างแผล หรือยาฆ่าเชื้อเบตาดีน เป็นต้น

ย่าน Old Town ในเมือง Batumi

แต่ถ้าเป็นยาเฉพาะ หรือเวลาเราเจ็บป่วยบางอย่างก็จะสื่อสารยากพอสมควร และตัดการสื่อสารภาษาอังกฤษออกไปเลยในบางร้าน ต้องใช้ภาษาจอร์เจียไม่ก็รัสเซียเท่านั้น

การหาหมอยิ่งแล้วใหญ่ อันนี้เฉพาะประสบการณ์ของเราเองที่ไม่ได้รู้จักคนท้องถิ่น การเข้าถึงหมอยิ่งในเมืองห่างไกลหรือเมืองบนเขายิ่งยาก ต้องกลับมาที่ Tbilisi แล้วการไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้เหมือนที่ไทย ที่ไม่ว่าเป็นอะไรก็ไปโรงพยาบาลไหนก็ได้ แต่ที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง เจ็บป่วยโรคนี้ต้องไปที่นี่ เจ็บป่วยอีกโรคนึงก็ต้องไปที่นู่น ไม่ได้ง่ายเหมือนที่ไทยที่ไม่ต้องนัด อยู่ๆ ก็เดินเข้าไปรับการรักษาได้เลยทุกที่

สรุปประเทศนี้เหมาะกับ Digital Nomads ไหม?

บรรยากาศจากที่พักในเมือง Batumi

สำหรับเราคิดว่าจอร์เจียเป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะกับการเที่ยวหรือใช้ชีวิตแบบ Digital Nomads เพราะค่าครองชีพในภาพรวมถือว่าโอเคเลย ไม่ได้แพงเกินไป แต่อาจต้องเลือกอยู่ในเมืองหน่อยอย่าง Tbilisi หรือ Batumi ซึ่งส่วนตัวแล้วเราชอบ Batumi เพราะมีคอนโดใหม่ๆ ที่อยู่ได้สะดวกสบายในราคาไม่แรงมาก ติดกับทะเล มีสวนสาธารณะให้เดินเล่น และมีสนามบินระหว่างประเทศด้วย

ชายหาด Batumi Beach

ส่วนระบบขนส่งสาธารณะภายในเมืองก็สะดวกสบาย มีรถเมล์เข้าถึงแทบทุกแห่ง จะไปไหนก็สะดวก หรือหากจะเดินทางไปเมืองอื่นๆ ก็สามารถนั่งรถไฟหรือรถตู้ Marshrutka ได้

สรุปประเทศนี้น่าย้ายไปอยู่ไหม?

ในมุมมองของเราถ้าจะย้ายไปอยู่ถาวรเลยก็อาจจะต้องคิดมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของการไปหาหมอ การเจ็บป่วยต่างๆ จะอยู่ได้ไหมกับระบบสาธารณสุขของจอร์เจีย ถ้าได้ก็โอเค ไปจนถึงกรณีที่มีลูกที่ต้องเข้าเรียนโรงเรียนในจอร์เจียก็จะต้องไปดูระบบการศึกษาของที่นู่นด้วย

วิวจากที่พักในเมือง Tbilisi

แต่ยังไงแล้ว ถ้าคิดอยากย้ายไปอยู่ เราว่าลองไปอยู่ดูซักหนึ่งปีว่าเราชอบไหม? แล้วค่อยตัดสินใจอีกที นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องวีซ่าที่ต้องคิดด้วย จะไปอยู่ด้วยวีซ่าระยะยาวทำได้ไหม?

ชอบอะไรและไม่ชอบอะไรในจอร์เจีย

ทุกที่มีข้อดีและข้อเสียไม่เหมือนกัน แล้วก็แล้วแต่ประสบการณ์ของใครของมันซึ่งก็อาจจะต่างมุมมองกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ไม่ชอบในจอร์เจียสำหรับเราแล้วอาจจะไม่ถึงกับไม่ชอบแต่ขอนิยามว่าเป็นสิ่งที่ Challenge หรือท้าทายและต้องปรับตัวซะมากกว่า

สิ่งที่ชอบ
  • จอร์เจียเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงามไร้ปรุงแต่ง ธรรมชาติเป็นธรรมชาติที่แท้จริง เหมาะกับคนชอบป่าชอบเขา ชอบความเงียบสงบ มีเส้นทางเดิน Trekking เยอะ
  • เที่ยวได้ทุกฤดูจริงๆ แต่ละฤดูสวยไม่เหมือนกัน หน้าหนาวที่เต็มไปด้วยหิมะก็สวย ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็สวย ซัมเมอร์ก็ยิ่งสวยมีทุ่งหญ้าเขียวขจี มีดอกไม้ป่า มีหิมะตามยอดเขา หรือจะฤดูใบไม้ร่วงก็สวยอีกเหมือนกัน
  • สถาปัตยกรรมของบ้านเมืองมีเสน่ห์ ยิ่งพวกย่าน Old Town ก็จะได้เห็นตึกเก่าแก่แบบยุโรปผสมกลิ่นอายโซเวียต สร้างมาแบบไหนก็อยู่แบบนั้น มีโบสถ์ Orthodox เก่าแก่แทบทุกแห่งที่ทำให้บรรยากาศเหมือนย้อนกลับไปอยู่ในยุคกลาง
  • ขนมปังอร่อย มีชีสและโยเกิร์ตเยอะซะจนเลือกไม่ถูก บางอย่างมารู้จักตอนอยู่ที่จอร์เจีย มีแบบโฮมเมดขายทั่วไปในราคาไม่แพงเลยถ้าเทียบกับที่เมืองไทย
  • ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คงเป็นไวน์จอร์เจียน ใครที่ชอบดื่มไวน์มาที่นี่จะไม่ผิดหวัง มีให้เลือกเยอะจนงง และมีทั้งแบบโฮมเมดไปจนถึงแบรนด์ชื่อดังของจอร์เจียที่วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ที่สำคัญราคาถูกเหมือนดื่มน้ำเปล่า
  • ผลไม้ตระกูลเบอรี่มีเยอะมาก ยิ่งในช่วงหน้าหนาวยาวไปจนถึงต้นซัมเมอร์ วางขายแทบทุกที่ในราคาถูกที่มาก หากไปซื้อตามแผงของชาวบ้านแบบชั่งกิโลขายยิ่งถูกไปอีก

สิ่งที่ท้าท้าย
  • ผู้คนที่นี่แทบไม่ยิ้มเลย มาอยู่ช่วงแรกๆ คือ Culture Shock และไม่ชิน นอกจากไม่ยิ้มแล้วเค้าก็ไม่ค่อยพูดด้วย คำทักทายหรือคำขอบคุณได้ใช้น้อยมาก
  • การสื่อสารค่อนข้างลำบากเพราะผู้คนไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ไม่ผิดเลย เพราะเค้าใช้ภาษาท้องถิ่นและภาษารัสเซียเป็นหลัก แต่เราใช้ Google Translate ช่วยได้
  • การเดินทางระหว่างเมือง โดยเฉพาะเมืองที่ไม่มีรถไฟเข้าถึง อย่างเมืองบนเขาหรือหมู่บ้านห่างไกลค่อนข้างลำบาก ถนนหนทางไม่ดี สามารถเดินทางได้ด้วย Marshurtka หรือรถมินิแวน หากอยากเป็นส่วนตัวต้องเหมาเท่านั้น ซึ่งการเหมาก็จะมีราคาแพงมาก บางเมืองอาจจะดีหน่อยสามารถใช้ GoTrip ได้ แต่ถ้าเป็นทางขึ้นเขาชันๆ ก็จะต้องใช้ Local Guide เท่านั้น
  • ระบบสาธารณูปโภค น้ำและไฟฟ้าไม่ค่อยเสถียร หลายๆ ที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ยิ่งเป็นเมืองบนเขายิ่งจำกัด เพราะบางเมืองมีการจ่ายน้ำเป็นเวลา อาจต้องสำรองน้ำไว้เผื่อใช้ฉุกเฉิน ส่วนไฟฟ้าก็เหมือนกันในเมืองบนเขาที่ถูกตัดวันละหลายๆ ครั้ง
  • การไปหาหมอไม่ง่าย คลินิกและโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีเฉพาะเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น


และทั้งหมดนี้ก็เป็นบันทึกเดินทางในการใช้ชีวิตและเที่ยวแบบ Digital Nomads ของเราที่อยากแบ่งปันให้คนที่จะตามมาเที่ยวเหมือนกันใน “จอร์เจีย” ประเทศที่ในชีวิตต้องมาให้ได้สักครั้ง