ใครที่ตามมาเที่ยว Cappadocia แล้วพักใน Göreme เหมือนกัน แต่ไม่ได้เช่ารถขับเองหรือขี้เกียจแพลนเที่ยว บอกเลยว่า Green Tour ตอบโจทย์ เพราะสถานที่เที่ยวแต่ละแห่งใน Cappadocia นั้นอยู่ไกลกันมาก บางที่ต้องนั่งรถจาก Göreme ไปเป็นชั่วโมงและใช้เวลาเป็นวัน เพราะฉะนั้นมีแค่สองทางเลือกคือเช่ารถขับเองหรือซื้อทัวร์นั่นเอง
วางแผนเที่ยว Türkiye
- จองที่พัก Booking.com – ตัวเลือกที่พักหลากหลาย ราคาประหยัดและยืดหยุ่นด้วย Free Cancellation
- เช่ารถกับ Local Rent – เช่ารถขับเอง จองออนไลน์ สามารถเลือกจุดรับคืนรถได้
- จองตั๋วรถทัวร์ – จองออนไลน์ เลือกที่นั่งได้ ชำระผ่านบัตร สำหรับการเดินทางระหว่างเมือง
- จองตั๋วรถไฟ – จองออนไลน์ผ่าน TCDD เลือกที่นั่งได้ ชำระผ่านบัตร สำหรับการเดินทางระหว่างเมือง
โดยทั่วไปแล้ว แพ็กเกจทัวร์ใน Cappadocia ก็จะมีกิจกรรมให้เลือกหลายอย่าง โดยมีราคาคร่าวๆ ประมาณนี้
- Jeep Safari – 65 EUR
- Horse & Camel Riding – 35 EUR/45 EUR (2 Hours)
- ATV – 25 EUR
- Green Tour – 47 EUR
- Red Tour – 47 EUR
- Hot Air Balloon
- Vintage Car – 60 EUR
จากแพ็กเกจทั้งหมดเราจะเห็นอยู่ 2 อันคล้ายๆ กันก็คือ Green Tour และ Red Tour ซึ่งสองอย่างนี้จะต่างกันที่เส้นทางและที่เที่ยว บางคนอาจจะเลือกไปอันใดอันหนึ่ง หรือถ้ามีเวลาก็สามารถไปทั้งสองทัวร์ได้ ส่วนของราคาก็จะเท่ากันเลย อยู่ที่ 47 ยูโรต่อคน (อ้างอิงราคาจาก Sky Quest Travel ปี 2023)
สำหรับมือใหม่ที่เคยมาเที่ยว Cappadocia ครั้งแรก ไม่ต้องแปลกใจ เพราะถ้าจะซื้อทัวร์ที่นี่จะต้องจ่ายด้วยเงินสกุลยูโร และบางที่จะขอเป็นเงินสดเท่านั้น หรืออาจให้แบ่งชำระเป็นเงินสดและบัตรอย่างละครึ่ง (ที่ Göreme มีตู้ ATM ให้กด)
Contents:
ทัวร์ต้องซื้อที่ไหน?
Agency มีทุกซอกทุกมุมในเมือง Göreme หรือสามารถซื้อได้กับทางโรงแรมที่ไปพักก็ได้ ส่วนใหญ่จะมีขายทัวร์เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลองเดินเทียบราคาดูหลายๆ ที่แล้วค่อยตัดสินใจ

ส่วน Agency ที่เราซื้อ Green Tour นั้นชื่อว่า Sky Quest Travel มีออฟฟิศอยู่ไม่ไกลจากที่พัก Maron Stone House ใจกลางเมือง Göreme (ดูพิกัด Google Maps) หลังจากที่ Walk-in เข้าไปซื้อ Green Tour แล้ว เค้าก็จะนัดวันเวลาและขอชื่อโรงแรม เพื่อส่งรถเข้าไปรับถึงหน้าที่พักเลย ถือว่าค่อนข้างสะดวกสบายทีเดียว
Green Tour และ Red Tour ต่างกันยังไง?
ทั้งสองแพ็กเกจราคาเท่ากัน แต่จะต่างกันที่เส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไป โดยเราได้รวบรวมข้อมูลโปรแกรมเที่ยวคร่าวๆ ของทั้งสองเส้นทางไว้ ตามนี้เลย
Green Tour
- Göreme Panorama
- Underground City
- Nar Lake
- Lunch in Belisırma
- Selime Monastery
- Ihlara Valley
- Pigeon Valley
Red Tour
- Uchisar Castle
- Ortahisar
- Ürgüp Fairy Chimneys
- Devrent Valley
- Avanos-pottery Shop
- Pasabag Fairy Chimneys
- Zelve Open Air Museum
ถ้าต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง อาจจะต้องไปทำการบ้านว่าที่ไหนที่เราอยากไป ส่วนตัวแล้วคิดว่า Highlight สำหรับ Green Tour คือ Underground City ส่วน Red Tour คือ Open Air Museum และ Uchisar Castle
เราเลือก Green Tour เพราะอยากไป Underground City ส่วน Uchisar Castle ที่อยู่ใน Red Tour นั้นอยู่ไม่ไกลจาก Göreme สามารถนั่งรถบัสประจำทางไปเที่ยวเองได้ ส่วนตัวแล้ว Open Air Museum ก็อยากไป แต่ต้องจำใจตัดออก เพราะหากไปทั้ง 2 ทัวร์ก็คงจ่ายไม่ไหว
รีวิว Green Tour แบบละเอียด
รถจากบริษัททัวร์มารับถึงหน้าที่พัก Maron Stone House เวลา 09:30 โดยรถที่เรานั่งจะเป็นรถตู้ขนาดใหญ่แบบ 10 ที่นั่ง++ มีคนขับ 1 คนและไกด์(ผู้หญิง) 1 คน ซึ่งตลอดการเดินทางไกด์จะเป็นคนดูแลเรา
แผนที่เส้นทาง Green Tour
ระหว่างที่รถเคลื่อน ไกด์ก็จะแนะนำตัวและพูดแนะนำสถานที่ต่างๆ ด้วยภาษาอังกฤษ พูดช้า ฟังง่าย และค่อนข้างเป็นกันเอง ส่วนนี้จริงๆ แล้วแต่คน แต่เราตั้งใจฟังมาก เพราะเสียตังค์มาเที่ยวแล้ว และเรื่องราวที่เค้าเล่านั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละที่ ซึ่งจะทำให้เวลาที่เราลงไปดูสถานที่นั้นๆ จะรู้สึกอินกับเรื่องราวที่เค้าเล่า และทำให้ทัวร์สนุกขึ้นไปอีก
ในรถก็จะมีลูกทัวร์คนอื่นๆ ซึ่งก็มีหลากหลายสัญชาติ มาจากอังกฤษและยุโรปซะเยอะ ส่วนเอเชียนั้นแทบจะไม่เจอ เจอใกล้สุดคือฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ระหว่างทางก็อาจจะมีให้แนะนำตัวบ้างเบาๆ ว่าใครมาจากไหน และจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ซึ่งสำหรับคน Introvert (อย่างเรา) ก็ไม่ได้คุยกับใครเท่าไหร่ และก็ไม่ได้จำเป็น เพราะพอถึงแต่ละสถานที่เค้าก็จะให้แยกย้ายไปชมตามอัธยาศัย ยกเว้นบางที่ที่ต้องเกาะๆ กันไปอย่างเมืองใต้ดินเท่านั้น
– 1 –
Göreme Panorama

ที่แรกที่รถพาไปจอดก็คือ Göreme Panorama เป็นจุดชมวิวเมือง Göreme ที่นั่งรถมาแค่ราว 10 นาทีก็ถึง จุดนี้จะอยู่บนเนินก่อนถึงปราสาท Uchisar (อยู่ใน Red Tour) ซึ่งจะได้เห็นวิวเมืองแบบพานอรามาสมชื่อ

Cappadocia ดินแดนที่มีภูมิทัศน์เป็นหินหน้าตาแบบนี้เกิดจากลาวาภูเขาไฟในช่วง 60 ล้านปีก่อนที่ค่อยๆ กัดเซาะ ผ่านลมผ่านฝนมาเป็นล้านๆ ปีจนกลายเป็นหินที่มีรูปร่างแปลกตา และเราก็มักจะเห็นหินลักษณะเดียวกันแทบทุกแห่งใน Cappadocia จากจุดชมวิวทางฝั่งขวามือเราจะสามารถมองเห็นปราสาทหิน Uchisar หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่บนเนินเขาเมือง Nevşehir อีกด้วย
– 2 –
KEM Art Center
หลักจากที่เที่ยวจุดแรก ก็มีจุดจอดแบบ Tie-in Advertising นอกเหนือจากโปรแกรมเพิ่มขึ้นมา ซึ่งก็คือ KEM Art Center ที่เป็นฟีลแบบขายของ ช่วยสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นใน Cappadocia

KEM Art Center เป็นร้านขายหินและอัญมณีขนาดใหญ่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหินประเภทต่างๆ และอัญมณีหายากที่มีเฉพาะใน Cappadocia เท่านั้น พอเล่าเรื่องเสร็จเค้าก็จะพาเราเข้าไปด้านใน ซึ่งก็เหมือนร้านเครื่องประดับนั่นเอง

บอกก่อนว่าที่นี่ไม่ได้มีการ Hard Sell อะไร ใครอยากซื้อก็ซื้อ ใครไม่อยากซื้อก็เดินเล่นได้ตามสบาย และเราเองก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย
– 3 –
Underground City
พิกัดถัดมาเป็น Highlight ของ Green Tour และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราเลือก Green Tour ซึ่งที่นี่ก็คือเมืองใต้ดินหรือ Derinkuyu Underground City นั่นเอง

การเข้าชมที่นี่มีค่าเข้าคนละ 300 ลีรา (ราคาปี 2023) แต่รวมไปในราคาทัวร์แล้ว โดยไกด์จะเป็นคนแสกนตั๋วให้เดินเข้าไปทีละคน พิกัดนี้จะต้องเข้าไปด้วยกันเป็นกลุ่มแถวเรียงหนึ่ง และห้ามหลงจากไกด์เด็ดขาดเพราะด้านล่างนั้นมีหลายกลุ่ม แถมมืดและบางจุดแคบถึงขั้นสุด ก่อนเข้าจะมีป้ายเตือนว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่กลัวความแคบ กลัวความมืด และมีโรคประจำตัว และถ้าคนเยอะมากๆ ก็อาจจะหายใจลำบากได้

สถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาและมีประวัติศาสตร์มายาวนาน โดยเชื่อว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงราว 800-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมืองถ้ำแห่งนี้ไม่ได้ลึกลงไปแค่ชั้นสองชั้น แต่มีความลึกลับซับซ้อนกว่ามาก โดยปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวลงไปได้ถึง 7 ชั้น แต่ที่พีคกกว่านั้นคือคาดว่าจะมีลึกลงไปถึง 20 ชั้น ปัจจุบันในปี 2023 ยังมีการขุดสำรวจลงไปอีกเรื่อยๆ ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะสามารถลงไปได้ลึกกว่านี้อีก


เราจะเดินลึกลงไปทีละชั้นๆ โดยบางจุดต้องเดินแถวเรียงหนึ่ง อาจต้องหมอบหรือย่อ บันไดก็จะขึ้นหรือลงได้ทีละฝั่งเท่านั้น พอลงไปเราก็จะเจอกับห้องต่างๆ ที่ถูกขุดเจาะ มีทั้งส่วนที่เป็นโบสถ์ โรงเรียน (ภาพซ้าย) ห้องเก็บของและสัตว์สำหรับบริโภค มีโรงกลั่นไวน์ ไปจนถึงระบบน้ำและระบบระบายอากาศ คาดว่าเมืองแห่งนี้สามารถจุคนได้ถึง 20,000 คน และถือว่าเป็นเมืองถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในตุรเคียที่มีการขุดพบเลยทีเดียว


ส่วนที่น่าทึ่งมากๆ อีกอย่างสำหรับเราก็คือ เมืองใต้ดินแห่งนี้ยังมีอุโมงค์ที่สามารถเดินไปเชื่อมกับเมืองถ้ำอื่นๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลได้ด้วย อย่างไรก็ตามส่วนนี้ไม่ได้เปิดให้เข้าไปชม แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่แบบ ฮะ? คนสมัยก่อนที่ย้อนไปเป็นพันๆ ปีเค้าทำได้ยังไงกัน?
– 4 –
Nar Lake
จากเมืองใต้ดิน นั่งรถอีกราว 15 นาทีก็จะมาถึง Nar Lake หรือ Narlıgöl ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ (Volcanic Crater Lake) ที่เกิดขึ้นจากการที่ภูเขาไฟระเบิด โดยปัจจุบันบริเวณรอบๆ ทะเลสาบยังมีความร้อน ซึ่งทำให้เกิดเป็นน้ำพุร้อน และมีการสูบน้ำขึ้นไปใช้ในโรงแรมที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเพื่อเอาไปใช้ในการแช่น้ำร้อนนั่นเอง

– 5 –
Lunch in Belisırma
ถึงเวลาพักกินข้าวเที่ยง โดยจาก Nar Lake ต้องนั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อมายังร้านอาหารที่ Belisırma ซึ่งเป็นจุดที่มีร้านอาหารเรียงราย ตั้งอยู่ริมธารน้ำที่บรรยากาศเหมือนเมืองไทยเลย ฟีลนั่งกินข้าวแล้วเอาขาจุ่มน้ำอะไรแบบนั้น ที่นี่เป็นศูนย์รวมของทัวร์ที่จะพาลูกทัวร์มาแวะทานมื้อกลางวัน

ตรงนี้อาจจะห้ามคาดหวังอะไรมาก เพราะเค้าจะจัดให้เรานั่งเรียงกันแบบทัวร์ลง แล้วก็จะมีคนมารับออร์เดอร์ โดยมีเมนูให้เลือกเป็นไก่หรือเนื้อ มีขนมปัง สลัดและซุปให้รวมอยู่ในแพ็กเกจ แต่เครื่องดื่มและของหวานจะต้องจ่ายเพิ่มเอง ส่วนใครที่อยากเข้าห้องน้ำที่นี่ก็มี แถมสะอาดด้วย
– 6 –
Selime Monastery

พิกัดถัดมาก็คือ Selime Monastery ซึ่งคำว่า “Monastery” ก็คือวัดหรืออารามที่มีนักบวชอาศัยอยู่ ซึ่ง Selime Monastery เป็นหินแท่งๆ ลักษณะเหมือนกรวยวางคว่ำ เรียงรายอยู่ตามเชิงเขา หน้าตาแปลกประหลาด และถูกแกะสลักเป็นที่อยู่อาศัยเหมือนกับบ้านหินที่มักเห็นบ่อยๆ ใน Cappadocia


น่าเสียดายที่เราได้แต่ยืนดูอยู่ไกลๆ ซึ่งข้อมูลจากไกด์บอกว่า Selime Monastery ไม่เปิดให้เดินเข้าไปชมได้ ไม่รู้จริงแค่ไหน เพราะมีลูกทัวร์คนอื่นเถียงว่าเดินเข้าชมได้ จุดนี้จึงได้แค่แวะถ่ายรูประหว่างทางเท่านั้นเอง
– 7 –
Ihlara Valley

นั่งรถจาก Selime Monastery มาราว 10 นาทีก็จะมาถึง Ihlara Valley เป็นหุบเขาแคนยอนที่ยาวถึง 15 กิโลเมตร และมีความลึก 150 เมตร บรรยากาศสวยงามเหมือนเมืองในเทพนิยาย

จุดที่รถจอดจะเป็นวิวจากด้านบนหุบเขาลักษณะเหมือนหน้าผา มองลงมาเป็นต้นไม้ และเหมือนจะมีเทรลทางเดินอยู่ด้านล่าง ซึ่งสำหรับเราก็น่าเสียดายอีกเหมือนกันที่ลงไปเดินไม่ได้ สามารถถ่ายรูปอยู่ด้านบนเท่านั้น
– 8 –
Pigeon Valley
และแล้วก็มาถึงพิกัดสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เราจะนั่งรถกลับเข้ามาที่เมือง Göreme ซึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมง ที่นี่ก็คือ Pigeon Valley

ตามชื่อเลย Pigeon Valley เป็นหุบเขาที่เป็นที่อยู่ของเหล่านกพิราบ ผืนดินที่ถูกกัดเซาะจากลาวาภูเขาไฟในอดีตและถูกเจาะรูเป็นสี่เหลี่ยมบล็อกๆ เพื่อให้นกพิราบไปอยู่ แล้วชาวบ้านก็จะนำมูลของนกมาใช้ทำเป็นปุ๋ย โดยเรามักจะเห็นหินที่ถูกเจาะเป็นบล็อกเล็กๆ แบบนี้แทบทุกแห่งใน Cappadocia ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นคนในยุคถ้ำทำไว้เป็นบ้าน ซึ่งก็เพิ่งจะรู้ว่ารูเหล่านี้ถูกชาวบ้านเจาะให้เป็นบ้านของนกพิราบนั่นเอง


นึกว่าจะได้เวลากลับที่พัก แต่เปล่า ยังมีจุดสุดท้ายแบบขายของเหมือนเมื่อเช้า และที่นี่ก็คือ “ร้านขายของฝาก” ที่รวมมิตรของทุกอย่างไว้สำหรับใครที่จะหิ้วกลับบ้าน โดยเฉพาะพวก Turkish Delight ขนมหนุบหนับชื่อดังของตุรเคีย ไปจนถึงกาแฟตุรเคีย ซึ่งความดีคือเค้าจะมีให้เราชิมแทบทุกอย่างเลย ถ้าถูกใจก็ซื้อ ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ต้องซื้อ ไว้ค่อยไปซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตก็ได้เหมือนกัน เผลอๆ อาจจะได้ราคาถูกกว่าด้วย
และนี่ก็เป็นการสิ้นสุด Green Tour โดยทัวร์จะกลับไปส่งเราถึงหน้าที่พักเหมือนเดิม ถามว่าคุ้มไหม? กับราคา 47 ยูโรที่คิดเป็นเงินไทยราว 1,800 บาทต่อหัว หากคิดถึงเรื่องราคาก็อาจจะขอตอบว่า “ก็พอได้อยู่” ถามว่าควรซื้อทัวร์นี้ไหม? ก็จะตอบว่า “ควรมาก” ถ้าไม่ได้เช่ารถขับ เพราะไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ที่เที่ยวแต่ละแห่งก็ค่อนข้างไกลกัน แถมไม่ต้องแพลนอะไรมาก มีคนพาเที่ยวพร้อมเล่าประวัติศาสตร์สบายๆ
แต่ส่วนตัวคิดว่าจะดีกว่านี้มาก ถ้าลดเวลาจุดจอดขายของลง แล้วไปเพิ่มเวลาจุดอื่นที่เราควรจะเดินลงไปดูไปสัมผัสได้อย่างเช่น Selime Monastery เป็นต้น เพราะนอกจาก Underground City แล้ว จุดอื่นๆ กลายเป็นทัวร์ชะโงก Hop-on Hop-off ซะมากกว่า
สำหรับใครที่เข้ามาอ่านรีวิวนี้แล้วอยากเช่ารถขับเอง ก็สามารถเช่ากับ Local Rent แล้วก็แพลนขับไปตาม Map ของ Green Tour หรือ Red Tour ได้เลย
