นาทีนี้คงหนีไม่พ้นประเทศจอร์เจีย ประเทศที่กลายมาเป็น Destination ที่หลายๆ คนอยากจะไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต
ประเทศที่นักท่องเที่ยวสายลุย สายเดินป่า สายปีนเขา สายนักสกี สายธรรมชาติ และสายประวัติศาสตร์บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจอร์เจียเป็นประเทศที่สวยงาม ค่าครองชีพไม่แรง แถมยังฟรีวีซ่าถึง 365 วันอีกด้วย ประเทศที่เป็นดินแดนสองทวีปสุดขอบเอเชีย และเป็นประตูสู่ทวีปยุโรป ธรรมชาติที่นี่สวยงามไม่แพ้ยุโรป แถมยังเป็นประเทศเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานอีกด้วย
เที่ยวจอร์เจียถูก แถมค่าครองชีพไม่แพง จริงไหม? เราจะไปดูค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตหรือท่องเที่ยวอยู่ในประเทศจอร์เจียในปี 2023 ซึ่งแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ก็คือ
ค่าใช้จ่ายในบทความนี้จะเป็นค่าเงินท้องถิ่นหรือลารี (GEL) ซึ่งจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนของวันที่ 31/03/23 โดย 1 ลารีเท่ากับ 13 บาท
วางแผนเที่ยว Georgia
- จองที่พัก Booking.com – ที่พักส่วนใหญ่ในจอร์เจียมีให้จองผ่าน Booking.com ตัวเลือกหลากหลาย ราคาประหยัด โดยเฉพาะ Guesthouse ในต่างเมือง
- เดินทางระหว่างเมืองกับ GoTrip – แท็กซี่ราคาประหยัดสำหรับเดินทางระหว่างเมือง สามารถเลือกรถและคนขับรถได้ แถมแวะเที่ยวระหว่างทางได้อีกด้วย
- เช่ารถกับ Local Rent – เช่ารถขับเองง่ายๆ ทางออนไลน์ สามารถเลือกสถานที่รับและคืนรถได้ตามที่เราสะดวก หรือจะเช่าเมืองนึงคืนอีกเมืองนึงก็ยังได้เลย
- ซื้อตั๋วรถไฟ 12Go – จองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า สะดวกและไม่ต้องเสียเวลาไปลุ้นที่สถานีรถไฟ
ค่าที่พัก
ค่าใช้จ่ายหลักๆ ในการใช้ชีวิตอยู่ในจอร์เจียหรือการมาเที่ยวก็คือค่าที่พัก ซึ่งที่พักก็จะมีหลายแบบ แล้วแต่ระยะเวลาที่เราจะมาอยู่ในจอร์เจีย และค่าที่พักในแต่ละเมืองอาจจะต่างกันเล็กน้อย
- ที่พักระยะสั้น ระยะเวลาหลักวันไปจนถึงแบบสัปดาห์ ซึ่งจองผ่าน Booking.com หรือ Airbnb จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 – 1,500 บาทต่อคืน และบอกเลยว่ามีอีกหลายๆ ที่ที่ราคาต่ำกว่า 1,000 ต่อคืนด้วย (รีวิวพิกัดที่พักในทบิลิซี)
- ที่พักระยะกลาง ราคาเฉลี่ยของอพาร์ทเมนท์ใน Airbnb จะอยู่ราวๆ 20,000 – 30,000 บาทต่อเดือน
- ที่พักระยะยาว สำหรับใครที่มาอยู่นานๆ หรือมาทำงาน การเช่าอพาร์ทเมนท์ผ่านพวก Real Estate Agency ในเว็บไซต์จะมีราคาโดยรวมเฉลี่ยต่อเดือนใกล้เคียงกับ Airbnb แต่จะถูกกว่าเล็กน้อย

สรุปแล้วค่าใช้จ่ายสำหรับที่พักในประเทศจอร์เจียหากเทียบการการท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ที่นี่โดยรวมถือว่าค่อนข้างถูก ยกเว้นที่พักที่เป็นแนว Touristic หรือที่พักยอดนิยมที่เน้นวิวและความสวยงาม ราคาก็อาจจะแพงหน่อย
ส่วนการพักระยะยาวนั้น ราคาอพาร์ทเมนท์โดยเฉลี่ยแพงกว่าคอนโดรายเดือนที่ประเทศไทยมาก แถมห้องที่ได้อาจจะไม่ได้ดีเท่ากับที่ไทยด้วยซ้ำไป
ค่าเดินทาง
การเดินทางในประเทศจอร์เจีย หากเป็นการเดินทางแบบสาธารณะบอกเลยว่าถูกมาก ถูกกว่าหลายๆ ประเทศที่เคยไปมา แต่หากเป็นการเดินทางแบบ Private หรือ Tour ก็จะแพงกว่าหลายเท่าตัว การเดินทางในประเทศจอร์เจียจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือ
การเดินทางภายในเมือง

- รถโดยสารประจำทาง สำหรับเมืองใหญ่ๆ อย่างทบิลิซี รถเมล์เป็นการเดินทางสาธารณะที่สะดวกที่สุดและครอบคลุมทั้งเมือง โดยมีค่าโดยสารราคาเดียวคือ 1 ลารี (ประมาณ 13 บาท) แต่ถ้าเป็นเมือง Batumi ค่าโดยสารจะถูกลงอีกคือ 0.8 ลารีเท่านั้น
- รถไฟใต้ดิน (เฉพาะในทบิลิซี) เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่นิยมและสะดวก ด้วยราคาค่าโดยสาร 1 ลารีทุกสถานี ถือว่าถูกมาก และใช้บัตรเดียวกับรถโดยสารประจำทาง Metro Money อย่างไรก็ตาม สถานีปัจจุบันยังไม่ได้ครอบคลุมที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งโดยเฉพาะในย่านเมืองเก่า
- รถแท็กซี่ ที่นี่จะใช้ Bolt ซึ่งคล้าย Grab ที่บ้านเรา สะดวกสบายแถมราคาค่อนข้างถูก
การเดินทางระหว่างเมือง

- รถตู้สาธารณะหรือ Marshrutka เป็นวิธีการเดินทางที่ถูกที่สุด หากเดินทางจากทบิลิซีสามารถขึ้นได้ที่ Didube Bus Terminal ตัวอย่างค่าเดินทางจาก Tbilisi ไป Stepantsminda (Kazbegi) ราคา 15 ลารีต่อคน (194 บาท)
- รถไฟ ข้อดีคือมีราคาถูกและสะดวกสบาย อย่างไรก็ตามเส้นทางรถไฟยังไม่ได้ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวบนเขาอย่าง Kazbegi หรือ Mestia แต่ก็ถึงเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Kutaisi หรือเมืองทะเลดำ Batumi ตัวอย่างราคาค่าตั๋วจาก Tbilisi ไป Batumi แบบ Second Class อยู่ที่ 40 ลารี (520 บาท) ใช้เวลาราวๆ 5 ชั่วโมงกว่า สามารถจองออนไลน์ได้ผ่าน 12Go หรือ TKT.GE สะดวกมาก
- รถแท็กซี่ Private Transfer ด้วย GoTrip ลักษณะคล้ายๆ Grab แต่เป็นการเดินทางระหว่างเมือง เช่น จาก Tbilisi ไป Gudauri หรือ Kazbegi ค่าเดินทางก็จะถูกว่าแบบ Private Tour ค่อนข้างเยอะ และข้อดีอีกอย่างของ GoTrip ก็คือสามารถจอดแวะเที่ยวระหว่างทางได้อีกด้วย ตัวอย่างราคาจาก Tbilisi ไปเมืองสกีรีสอร์ท Gudauri ด้วยรถ Toyota Prius ราคาประมาณ 170 ลารี (2,210 บาท)
- รถเหมาแบบทัวร์ Private Tour แบบเหมาเป็นรายวันไป ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ต่อวันหรือตามตกลง (ประมาณ 5,200 บาท)
- เช่ารถขับเอง สามารถจองผ่าน Local Rent ซึ่งเลือกจุดรับส่งจากที่พักในทบิลิซีได้ และยังสามารถรับและคืนรถต่างเมืองก็ได้เหมือนกัน ราคาเริ่มต้น 35 ดอลลาร์ต่อวัน (1,200 บาท)

โดยสรุป การเดินทางด้วยรถสาธารณะมีราคาถูก แต่จะมีเฉพาะในเมืองหรือเฉพาะเส้นทางหลักๆ เท่านั้น หากเป็นการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวบนเขาต่างๆ ก็จะต้องใช้ Taxi ท้องถิ่นหรือ Private Transfer ซึ่งบอกเลยว่าแพงอยู่พอสมควร
ค่าอาหาร
ขึ้นอยู่กับว่า Lifestyle ในการท่องเที่ยวแต่ละคนเป็นแบบไหน หากมาไม่กี่วันอาจจะเลือกทานอาหารที่ร้านอาหารเป็นหลัก แต่สำหรับใครที่มาอยู่นานๆ อาจจะเลือกทำอาหารเอง ซึ่งทั้งสองแบบมีค่าใช้จ่ายต่างกันพอสมควร

- ร้านอาหาร ค่าอาหารในร้านอาหารประเทศจอร์เจียถือว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับราคาวัตถุดิบตามซูเปอร์มาร์เก็ตและรายได้ขั้นต่ำของคนที่นี่ โดยราคาเฉลี่ยต่ออาหารหนึ่งอย่างจะอยู่ราว 20-30 ลารี (260-390 บาท) ยิ่งถ้าเป็นพวกอาหารทะเลก็บวกไปอีกค่อนข้างเยอะเลย ตัวอย่างอาหารขึ้นชื่อ Khinkali ราคา 22 ลารีต่อจาน หรือ Kachapuri ก็ราคาพอๆ กัน รวมต่อมื้อจะอยู่ราวๆ คนละ 400-500 บาท++

- ทำอาหารเอง ราคาโดยเฉลี่ยถูกกว่าร้านอาหารค่อนข้างเยอะ (แต่โดยรวมแล้วแพงกว่าที่ไทยพอสมควร) การทำอาหารเองก็ต้องแลกกับการไปเดินซื้อของเอง และต้องมีที่พักที่มีครัวและอุปกรณ์ทำกับข้าว ข้าวสาร 800 กรัมราคาประมาณ 7 ลารี (91 บาท) แล้วแต่ชนิดข้าวด้วย หากเป็น Basmati ก็จะอยู่ที่ 8-10 ลารี (104-130 บาท) ไข่ไก่ 1 แผงมี 10 ฟองราคา 4-6 ลารี (52-78 บาท) เนื้อไก่แช่แข็ง 1 กิโลราคา 10 ลารีกว่าๆ (130 บาท+) โดยรวมเนื้อไก่ราคาถูกที่สุด เนื้อหมูก็จะมีราคาแพงกว่าหน่อย สิ่งที่แพงที่สุดคืออาหารทะเลไม่ว่าจะเป็นพวกแซลมอนหรือกุ้ง แพงกว่าที่ไทยหลายเท่าตัว อย่างไรก็ตามการทำอาหารทานเองเฉลี่ยหนึ่งมื้อ (เนื้อไก่) อาจจะไม่ถึงคนละ 10 ลารีหรือประมาณ 130 บาท ซึ่งก็แพงกว่าอาหารตามสั่งที่ไทยอยู่ดี
อีกหนึ่งอย่างที่หากอยากเที่ยวแบบประหยัดและขี้เกียจทำอาหารเองก็จะมีพวกอาหารสำเร็จที่ทำไว้แล้วตามซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งราคาไม่แพงมาก เช่น ไก่ย่างตัวละ 13 ลารีหรือ 169 บาท ไส้กรอกอบ บาร์บีคิวเสียบไม้ หรือพวก Cutlet ที่คล้ายๆ หมูก้อนทอด ชิ้นละราวๆ 4 ลารี ไปจนถึง Kachapuri ที่ราคาเริ่มต้นแค่ 5 ลารี ที่สำคัญอาหารจำพวกแฮมและชีสที่นี่คือถูกมาก ใครชอบต้องถูกใจแน่นอน
นอกจากนี้ Kachapuri ที่ขายตามร้านเล็กๆ ข้างถนนก็มีราคาถูกกว่าในร้านอาหารเยอะพอสมควร แต่ต้องเลือกร้านดีๆ เพราะอาจะได้ร้านที่ไม่ได้อบสดใหม่

สิ่งที่ถูกอีกอย่างหนึ่งที่จอร์เจียก็คือผลไม้จำพวกเบอร์รี ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี เชอร์รีต่างๆ ราคาถูกกว่าที่ไทยมาก ซื้อกินได้แบบไม่ต้องเสียดายตังค์กันเลย

ค่ากาแฟ
คอกาแฟหรือนักท่องเที่ยวสายคาเฟ่อาจจะต้องคำนึงถึงราคากาแฟ ซึ่งบอกเลยว่าที่จอร์เจียมีคาเฟ่ไม่เยอะ และถ้ายิ่งเป็นแนว Specialty Coffee แล้วยิ่งน้อยไปกันใหญ่ ราคาเครื่องดื่มโดยทั่วไปก็จะอยู่ราวๆ 80-200 บาท
- Expresso 6-7 ลารี (78-91 บาท)
- Americano 6-9 ลารี (78-117 บา)
- Cappuccino/Latte/Flat White 8-10 ลารี (104-130 บาท)
- Matcha Latte 11-12 ลารี (143-156 บาท)
- Fresh juice 12-15 ลารี (156-195 บาท)
และราคานี้ก็ใช้กับคาเฟ่แทบทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ยกเว้นเป็นร้านชาวบ้านเล็กๆ แนวกาแฟทั่วไปก็อาจถูกกว่าหน่อย

ค่า SIM card และอินเทอร์เน็ต
เครือข่าย Magti ซึ่งเป็นเครือข่ายยอดฮิตในประเทศจอร์เจียที่หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเร็วและแรง มีราคาคร่าวๆ ตามนี้
- Unlimited Internet 7 วัน 9 ลารี (117 บาท)
- Unlimited Internet 30 วัน 32 ลารี (416 บาท)
- ค่าโทร 60 นาที ใช้ได้ 30 วัน 5 ลารี (65 บาท)

ก็ถือว่าไม่ค่อยแพง น่าจะพอๆ กับที่ไทย ซึ่งความเร็วในเมืองใหญ่ๆ ก็ถือว่าใช้ได้เลย ทำงานได้ ดู Netflix ได้ และสามารถแชร์ Hot Spot ได้สบาย แต่ถ้าในเมืองห่างไกลมากอาจจะช้าหรือไม่มีสัญญาณ
สรุปแล้วค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวในประเทศจอร์เจียในปี 2023 ส่วนตัวเราคิดว่าไม่ได้ถูกเหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะในส่วนของค่าอาหารหรือแม้แต่วัตถุดิบต่างๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งหลายๆ อย่างแพงกว่าที่ไทยด้วยซ้ำไป หรือหากทานอาหารที่ร้านอาหารตลอดก็จะใช้เงินเยอะพอสมควร
อีกอย่างคือค่าเดินทางที่หากเราอยากไปเที่ยวเมืองธรรมชาติวิวภูเขาแบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Kazbegi หรือ Mestia ไปจนถึงหมู่บ้านชื่อดังอย่าง Ushguli ที่หากเลือกเดินทางด้วย Private Transfer ก็จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามหากเทียบค่าครองชีพโดยรวมที่นี่กับประเทศยุโรปอื่นๆ แน่นอนว่าจอร์เจียก็ถูกกว่าเยอะแน่นอน และเป็นอีกหนึ่งในประเทศตัวเลือกสำหรับเหล่า Digital Nomads อีกด้วย
อ่านรีวิวที่เกี่ยวข้อง:
